วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

การสำรวจทางทะเล

การสำรวจทางทะเล

การสำรวจทางทะเลของชาวยุโรปเกิดจากความต้องการพัฒนาเส้นทางทะเลติดต่อระหว่างยุโรปกับเอเชียส่งผลให้เกิดเส้นทางเดินเรือติดต่อระหว่างดินแดนต่างๆ รอบโลก ทำให้ค้นพบดินแดนใหม่ๆ ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันมาก่อน และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างกว้างขวาง
ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จของการสำรวจทางทะเล
หลังสงครามครูเสด ชาวยุโรปมีความสนใจดินแดนตะวันออกมากขึ้นและต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอาหรับทางการค้ากับอินเดียและจีน เพราะสินค้าประเภทเครื่องเทศ ผ้าไหมและอัญมณีต่างๆ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดยุโรป แต่ชาวยุโรปไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมที่ต้องผ่านเอเชียไมเนอร์และตะวันออกกลางซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของพวกมุสลิมได้ จึงพยายามหาทางเดินเรือไปสู่อินเดียโดยตรง ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 นักเดินเรือชาวยุโรปประสบความสำเร็จในการเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา และสามารถพัฒนาเส้นทางติดต่อทางทะเลระหว่างยุโรปกับเอเชีย โดยมีปัจจัยส่งเสริมความมสำเร็จของการสำเร็จทางทะเลหลายประการ ดังนี้
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเดินเรือ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้นักเดินเรือชาวยุโรปประสบความสำเร็จในการสำรวจทางทะเล ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเดินเรือประกอบด้วย
แผนที่ แผนที่เกี่ยวกับดินแดนต่างๆ โดยเฉพาะทวีปอฟริกาและเอเชียที่ทำขึ้นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะทวีปแอฟริกาและเอเชียที่ทำขึ้นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ว่าโลกกลม เป็นข้อมูลสำคัญที่นักเดินเรือใช้ในการศึกษาเส้นทางเดินเรือระหว่างยุโรปกับเอเชีย
map01ya8เข็มทิศ เข็มทิศเป็นสิ่งประดิษฐ์ของชาวจีนที่นักเดนเรือชาวอาหรับนำไปเผยแพร่ ทำให้ชาวยุโรปรู้จักใช้เข็มทิศและสามารถเดินเรือห่างจากชายฝั่งทะเลในระยะไกล
เทคโนโลยีการต่อเรือ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาวยุโรปยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการต่อเรือได้ทัดเทียมชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีนและชาวอาหรับซึ่งมีทักษะในการต่อเรือขนาดใหญ่หลายชิ้นที่สามารถบรรทุกคนและสินค้าปริมาณมาก ทำให้สามารถเดินทางในทะเลลึกเป็นระยะทางไกลๆ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาวโปรตุเกสและสเปนได้พัฒนาการต่อเรือ โดยเฉพาะการพัฒนารูปร่างและหางเสือเรือที่ช่วยให้สามารถโต้คลื่นและพายุได้ดี อีกทั้งยังช่วยให้เรือแล่นได้เร็วขึ้นอีกด้วย ความสำเร็จดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งเสริมการสำรวจทางทะเลของประเทศในยุโรป
การประดิษฐ์ปืนใหญ่ ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาวยุโรปประสบความสำเร็จในการพัฒนาปืนใหญ่ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะช่วยให้นักสำรวจชาวยุโรปสามารถต่อสู้กับโจรสลัดที่มักปล้นเรือกลางทะเลได้ ทำให้สามารถเดินทางต่อไปได้ อนึ่ง ปืนใหญ่ยังเป็นอาวุธที่ช่วยให้ชาวยุโรปยึดครองดินแดนต่างๆ ในแอฟริกาและเอเชียด้วย
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรป เมื่อระบบปกครองแบบฟิวดัลเสื่อมลง กษัตริย์และประมุขของรัฐต่างๆ ในยุโรปมีอำนาจมากขึ้นและพัฒนาไปสู่รัฐชาติ ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 กษัตริย์บางประเทศ เช่น สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ สามารถรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและต้องการอำนาจรวมทั้งความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เห็นว่าการค้าและการยึดครองอาณานิคมนอกดินแดนยุโรปจะช่วยสร้างความร่ำรวยให้กับรัฐบาลและประชาชน นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นความคิดแบบชาตินิยมและสร้างความภูมิใจในหมู่ประชาชนของตนด้วย ผู้นำของประเทศเหล่านั้นจึงออกเงินสนับสนุนการสำรวจทะเลในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของยุโรป ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระบบเศรษฐกิจของยุโรปมีการพัฒนาแบบเสรีนิยม ทั้งการใช้ระบบเงินตราแบบมาตรฐาน (การใช้เหรียญทองคำ) ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนาระบบธนาคารที่สนับสนุนการกู้เงินเพื่อการลงทุนและสำรวจดินแดน นอกจากนี้เมื่อรัฐบาลของประเทศต่างๆ ยุติการลงทุนเพื่อการสำรวจทางทะเลแล้ว บางประเทศยังมีการลงทุนตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการค้าและการสำรวจดินแดนโพ้นทะเลโดยรัฐบาลของประเทศให้การสนับสนุน เช่น บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (English East India Company) และบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (Dutch East India Company) หรือ VOC บริษัทดังกล่าวได้ระดมทุนโดดยวิธีขายหุ้นให้แก่นักลงทุนทั่วไป ทำให้สามารถระดมทุนจำนวนมหาศาลเพื่อขยายการค้าและจับจองดินแดน ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการสำรวจทางทะเล
การขยายตัวของประชากรยุโรป ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ประชากรยุโรปมีการขยายตัวมากขึ้นเนื่องจากการเพิ่มของประชากร แต่พื้นที่ประกอบเกษตรกรรมมีจำกัด ทำให้ประชากรบางส่วนยินดีออกไปแสวงโชคในดินแดนโพ้นทะเล ทั้งการทำงานเป็นลูกเรือ และการตั้งถิ่นฐานในอาณานิคม นอกจากนี้ยังมีคนบางกลุ่มยินดีไปแสวงหาโอกาสในดินแดนใหม่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองและการนับถือศาสนา เช่น พวกพิวริตันในอังกฤษจำนวนมากได้ตั้งถิ่นฐานในโลกใหม่เพราะต้องการเสรีภาพในการนับถือศษสนา จึงทำให้การสำรวจทางทะเลและจับจองดินแดนใหม่ๆ ขยายตัวเพราะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหลากหลายกลุ่ม
การสำรวจทางทะเลของประเทศยุโรป
ประเทศในยุโรปได้แข่งขันกันสำรวจทางทะเล และทำให้มีการจับจองดินแดนต่างๆ เป็นอาณานิคม ดังนี้
โปรตุเกส เป็นชนชาติแรกที่เริ่มสำรวจทางทะเลอย่างจริงจัง ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยเจ้าชายเฮนรี หรือ Henry the Navigator เป็นผู้ส่งเสริมการพัฒนาการเดินเรือและฝึกฝนนักเดินเรือของโปรตุเกส ทำให้โปรตุเกสเริ่มยึดครองดินแดน เพื่อตั้งสถานีการค้าแถบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตก ต่อมาใน ค.ศ. 1498 วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือชาวโปรตุเกสประสบความสำเร็จในการเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปและแล่นเรือตัดมหาสมุทรอินเดียไปยังประเทศอินเดีย หลังจากนั้นโปรตุเกสได้ขยายไปจับจองอาณานิคมในทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศบราซิลปัจจุบัน) เกาะลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมาเก๊า
445
สเปน เริ่มต้นสำรวจดินแดนโดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักเดินเรือชาวอิตาลีที่ได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์สเปน โคลัมบัสแล่นเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันตกของยุโรปและพบหมู่เกาะเวสต์อินดีส (West Indies) ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเขาเข้าใจผิดว่าเป็นชายฝั่งทะเลของอินเดีย (Americao Vespucci) ชาวยุโรป จึงทราบว่าดินแดนที่โคลัมบัสค้นพบนั้นเป็น “โลกใหม่” หรือดินแดนใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในยุโรปและเรียกว่า “อเมริกา” ตามชื่อของอเมริโก เวสปุซซี การค้นพบทวีปอเมริกา ทำให้สเปนครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกา (ทั้งเหนือและใต้) รวมทั้งหมู่เกาะจำนวนมากในทะเลแคริเบียน นอกจากนี้สเปนยังยึดครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 สเปนเป็นจักรววรดิที่ยิ่งใหญ่และมั่งคั่งที่สุด
31อังกฤษ ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 คณะนักสำรวจของอังกฤษได้พบดินแดนชายฝั่งหมู่เกาะนิวฟาวแลนด์ (์ำNew Foundland) และโนวาสโกเทีย (Novascotia) ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาเหนือ แต่ยังไม่ได้จัดตั้งอาณานิคมใดๆ ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษเริ่มพัฒนากองเรือเพื่อทำลายความเข้มแข็งทางการค้าทางทะเลของโปรตุเกสและสเปน ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 รัฐบาลอังกฤษออกประทานบัตรให้จัดตั้งบริษัทเอเชียตะวันออกของอังกฤษ ซึ่งได้จัดตั้งสถานีการค้าในอินเดียและคาบสมุทรทลายู ต่อมาดินแดนเหล่านั้นกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ส่วนในทวีปอเมริกาเหนือนั้น ชาวอังกฤษเข้าไปตั้งถิ่นฐนตั้งแต่ ค.ศ. 1607 และขยายต่อไปจนมีอาณานิคมรวม 13 แห่ง นอกจากนี้ ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักสำรวจชาวอังกฤษชื่อ กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) เดินเรือไปถึงทวีปออสเตรเลียและอ้างสิทธิของอังกฤษเหนือดินแดนดังกล่าว
เนเธอร์แลนด์ ชาวดัตช์เริ่มสำรวจและขยายการค้าทางทะเลตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และก่อตั้งสถานีการค้าในทวีปต่างๆ เช่น บริเวณแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีแอฟริกา หมู่เกาะชวา สุมาตรา มะละกา และเกาะลังกาในทวีปเอเชีย นอกจากนี้ยังมีสถานีการค้าที่เกาะแมนฮัตตัน (Manhattan) ในทวีปอเมริกาเหนือ รวมทั้งในหมู่เกาะเวสต์อินดีสและทวีปอเมริกาใต้
ฝรั่งเศส เริ่มสำรวจทวีปอเมริกาเหนือในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และยึดครองอาณานิคมในแคนาดาและอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีอาณานิคมอีกหลายแห่งในหมู่เกาะเวสต์อินดีสและอินเดีย
การสำรวจทางทะเลของประเทศต่างๆ ในยุโรปทำให้มีการค้นพบดินแดนใหม่ที่ชาวยุโรปไม่เคยรู้จักมาก่อน และมีการจับจองอาณานิคมซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มประเทศยุโรปที่ขยายเป็นสงครามในเวลาต่อมา
ผลของการสำรวจทางทะเลต่อพัฒนาการของยุโรป
การสำรวจทางทะเลส่งผลต่อพัฒนาการของยุโรปทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดังนี้
ทางการเมือง การสำรวจทางทะเลทำให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางการเมืองยุโรปที่สำคัญ 3 ประการ คือ
ประการแรก ทำให้ยุโรปกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลก เพราะประเทศในยุโรปเป็นเจ้าของอาณานิคมในทวีปต่างๆ ทั่วโลก
ประการที่สอง ทำให้ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสำรวจทางทะเลสามารถยึดครองอาณานิคมจำนวนมาก เช่น สเปนและอังกฤษกลายเป็นชาติมหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพทางทะเล ซึ่งส่งผลให้ประเทศอื่นๆ พยายามถ่วงดุลและกลายเป็นปัญหาทาการเมืองของยุโรป
ประการที่สาม ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในยุโรป เนื่องจากประเทศต่างๆ แข่งขันกันขยายอิทธิพลทางการค้าและจับจองอาณานิคม กระทั่งกลายเป็นสงครามที่ส่งผลกระทบต่แประเทศคู่กรณีและพันธมิตร
ทางเศรษฐกิจ การสำรวจทางทะเลมีผลต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของยุโรปที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก ทำให้ประเทศในยุโรปเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง เนื่องจากการติดต่อค้าขายกับดินแดนต่างๆ ได้สร้างกำไรมหาศาลให้กับราชสำนัก พ่อค้าและนักลงทุน และทำให้สมาคมอาชีพที่เคยมีบทบาทสำคัญทางการค้าต้องล้มเลิกไป
ประการที่สอง ทำให้เกิดการขยายตัวของการค้า เนื่องจากมีการใช้ระบบเงินตรา ระบบธนาคาร และการให้สินเชื่ออย่างกว้างขวาง
ประการที่สาม ทำให้ยุโรปเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะเป็นเจ้าของแหล่งวัตถุและตลาดในดินแดนอาณานิคม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม
ทางสังคม ความมั่งคั่งจากการค้าทางทะเลได้ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมของชาวยุโรปด้วย ดังนี้
ประการแรก สถานะและวิถีชีวิตของพ่อค้าซึ่งเป็นชนชั้นกลาในสังคม มีการเปลี่ยนแปลงและได้รับการยอมรับจากชนชั้นสูงมากขึ้น พ่อค้าที่ร่ำรวยมั่งคั่งมักใช้ชีวิตอย่างหรูหราในคฤหาสน์ราคาแพง และสะสมผลงานศิลปะและอัญมณีล้ำค่า นอกจากนี้พ่อค้าบางคนยังมีบทบาทสำคัญทางดารเมือง เพราะเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนกษัตริย์และสถาบันศาสนา สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในสังคมยุโรปที่ให้ความสำคัญกับวัตถูนิยมเพิ่มมากขึ้น
ประการที่สอง ความรุ่งเรืองของการค้าทางทะเลทำให้การบริโภคสินค้าจากเอเชีย เช่น เครื่องเทศ เครื่องปั้นดินเผา ฬบชา ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางระดับสูงอีกต่อไป เพราะมีการนำเข้าสินค้าเหล่านี้จำนวนมากและราคาก็ถูกลง ทำให้คนทั่วไปสามารถบริโภคได้ นอกจากนี้พืชผลบางอย่างที่นำเข้ามาจากทวีปแอฟริกา เช่น มันฝรั่ง ถั่วต่างๆ มะเขือเทศ ฟักทอง ฯลฯ ก็กลายเป็นอาหารที่ชาวยุโรปบริโภคในชีวิตประจำวันด้วย
78ประการที่สาม ชาวยุโรปมีโอกาสเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของชาวตะวันออก โดยเฉพาะอินเดียและจีนซึ่งเป็นชาติที่มีอารยธรรมเก่าแก่ ศิลปวัตถูของจีน โดยเฉพาะเครื่องลายครามกลายเป็นของสะสมราคาแพงที่นิยมกันในหมู่ชนชั้นสูงและเศรษฐียุโรป และยังบ่งชี้ถึงฐานะและรสนิยมของผู้ครอบครองด้วย
โดยสรุป การสำรวจทางทะเลมิได้ส่งผลตอพัฒนาการและความก้าวหน้าของยุโรปเท่านั้น หากยังทำให้เกิดการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมที่ส่งผลต่อพัฒนาการของทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งจะได้กล่าวในหัวข้อการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19

สงครามครูเสด (The Crusades, ค.ศ.1096-1291)

สงครามครูเสด (The Crusades, ค.ศ.1096-1291)

สงครามครูเสดเป็นสงครามระหว่างพวกคริสเตียนในยุโรปกับพวกมุสลิมที่ยึดครองนครเยรูซาเล็มในปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ พวกคริสเตียนยกทัพไปโจมตีดินแดนของพวกมุสลิม โดยอ้างว่าเพื่อปลดปล่อยนครเยรูซาเลม สงครามครูเสดดำเนินอยู่ในช่วงเวลาเกือบ 200 ปี และก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของยุโรปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

สาเหตุของสงครามครูเสด
ชาวยุโรปยกทัพไปทำสงครามครูเสดรวม 6 ครั้ง เหตุผลโดยรวมของการทำสงครามคือปลดปล่อยนครเยรูซาเลมอันศักดิ์สิทธิ์จากการควบคุมของพวกมุสลิม แต่เมื่อวิเคราะห์จากเหตุการณ์ต่างๆ แล้ว พบว่าการสนับสนุนสงครามครูเสดของชาวยุโรปเกิดจากสาเหตุสำคัญ คือ ความศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ เหตุผลทางการเมือง และการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ความศรัทธาต่อศาสนาคริสต์
เป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้ชาวยุโรปเดินทางไปทำสงครามครูเสด เนื่องจากคริสต์ศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์จากยุโรปที่เดินทางไปแสวงบุญยังนครเยรูซาเลมถูกพวกเติร์กที่ยึดครองปาเลสไตน์อยู่ขัดขวางและบางคนถูกสังหาร สำนักวาติกันซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของศาสนาคริสต์ได้เรียกร้องให้พวกคริสเตียนไปร่วมรบเพื่อชิงนครเยรูซาเลมจากพวกมุสลิม นักรบที่ร่วมในสงครามจะเย็บเครื่องหมายกางเขนที่ทำด้วยผ้าติดไว้บนเสื้อผ้าของตน จึงถูกเรียกว่า “crusader” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ที่ติดเครื่องหมายกางเขน” และเป็นที่มาของชื่อสงครามครูเสด
vbCrusader นักรบผู้ติดเครื่องหมายกางเขน
ใน ค.ศ. 1095 สันตะปาปาเออร์แบบที่ 2 (Urban II) เรียกประชุมผู้นำทางศาสนาและขุนนางที่มีอำนาจในเขตต่างๆ ของฝรั่งเศสเพื่อให้ยุติการสู้รบแย่งชิงอำนาจกัน และช่วยกันปกป้องศาสนาคริสต์ ในปีถัดมาสันตะปาปาทรงนำทัพในสงครามครูเสดครั้งที่ 1 ผู้เข้าร่วมสงครามซึ่งมีจำนวนมากมาจากดินแดนต่างๆ ทั่วยุโรป เพราะเชื่อว่าการไปรบเพื่อศาสนาจะเป็นการไถ่บาปที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามครูเสดจะได้ขึ้นสวรรค์ สันตะปาปาทรงให้สัญญาว่าทรัพย์สินและครอบครัวของนักรบครูเสดจะได้รับความคุ้มครองจากศาสนจักร นักรบที่มีหนี้สินจะได้รับการยกเว้นหนี้และนักโทษคดีอาญาที่ไปร่วมรบก็จะได้รับอภัยโทษด้วย นักรบครูเสดได้รับชัยชนะในสงครมครูเสดครั้งที่ 1 และสามารถยึดนครเยรูซาเลม จากนั้นก็สร้างเขตปกครองของพวกคริสเตียนในปาเลสไตน์ขึ้นหลายแห่ง อย่างไรก็ตามหลังจากนักรบครูเสดเลิกทัพกลับยุโรปแล้ว พวกมุสลิมก็กลับมารุกรานนครเยรูซาเลมอีกและยึดเมืองของพวกคริสเตียนในปาเลสไตน์บางเมือง ทำให้สงครามครูเสดยืดเยื้อต่อไป
883จิตรกรรมสันตะปาปาเออร์แบนที่ 2 เรียกประชุมผู้นำทางศาสนา
และขุนนางร่วมรบเพื่อแย่งชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์
สำนักวาติกันได้ขอร้องให้กษัตริย์และผู้ครองนครรัฐในยุโรปยกทัพในสงครามครูเสดครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1147 – 1149) และครั้งที่ 3 (ค.ศ.1189 – 1192) แต่นักรบครูเสดก็ไม่สามารถปราบปรามพวกมุสลิมได้ ดังนั้นสันตะปาปาอินโนเชนต์ที่ 3 (Innocent III) จึงชักชวนพวกอัศวินและขุนนางในฝรั่งเศสไปรบในสงครามครูเสดครั้งที่ 4 (ค.ศ. 1202 – 1204) แต่นักรบครูเสดกลับไปยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิล หลังจากนั้นสำนักวาติกันก็ยัคงสนับสนุนให้นักรบครูเสดไปรบกับพวกมุสลิมอีกแต่ในที่สุดเมือเอเคอร์ (Acre) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพวกคริสเตียนในปาเลสไตน์แห่งสุดท้ายถูกพวกมุสลิมยึดครองใน ค.ศ. 1291 ทำให้สงครมครูเสดยุติลง
เหตุผลทางการเมือง
ในสมัยกลาง สถาบันศาสนามีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกษัตริย์และประมุขของดินแดนต่างๆ จะเห็นได้ว่าสันตะปาปาเป็นผู้ประกอบพิธีถวายมงกุฎแก่กษัตริย์และจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงถึงการมอบอำนาจทางโลกให้แก่กษัตริย์หรือจักรพรรดิในนามของพระเจ้า การชักนำให้กษัตริย์และประมุขของดินแดนต่างๆ ส่งกองทัพไปรบกับพวกมุสลิมในสงครามครูเสดทั้งหลาย แสดงถึงอิทธิพลทางการเมืองของสันตะปาปาที่มีเหนือกษัตริย์และประมุขของดินแดนต่างๆ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าการที่กษัตริย์และประมุขเหล่านั้นไปร่วมรบในสงครามครูเสดก็มิได้เกิดจากศรัทธาต่อศาสนาคริสต์เพียงประการเดียว แต่ยังเป็นการตอบสนองนโยบายของสันตะปาปาเพื่อความมั่นคงทางการเมืองของตนด้วย
การแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
สงครามครูเสดได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพ่อค้าในแหลมอิตาลีซึ่งได้รับผลประโยชน์จากการขนส่งทหารและเสบียงอาหารให้กับกองทัพครูเสดไปยังปาเลสไตน์ ขณะเดียวกันพ่อค้าเหล่านั้นก็แสวงหาประโยชน์อื่นจากนักรบครูเสดด้วย ดังกรณีที่พ่อค้าเมืองเวนิส (Venice) เสนอจะลดค่าขนส่งที่มีมูลค่าสูงให้กับกองทัพครูเสดหากยินดียกทัพไปตีเมืองซารา (Zare) ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญบนฝั่งทะเลเอเดรียติก (Adriatic Sea) และเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของเวนิส
ผลกระทบของสงครามครูเสดต่อพัฒนาการของยุโรป
สงครามครูเสดส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของยุโรป ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดังนี้
ด้านการเมือง สงครามครูเสดส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ
ประการแรก สงครามครูเสดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและโลกมุสลิมเสื่อมลงเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีอคติต่อกัน
ประการที่สอง การที่นักรบครูเสดบุกยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลในสงครามครูเสดครั้งที่ 4 ได้ทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์อ่อนแออย่างมาก กระทั่งไม่อาจต้านทานการรุกรานของพวกออตโตมันเติร์กและล่มสลายไปในที่สุด
ประการที่สาม สงครามครูเสดมีผลให้ระบบฟิวดัลของยุโรปเสื่อมลง เนื่องจากขุนนางและอัศวินซึ่งปกครองดูแลแมเนอร์ของตนในเขตต่างๆ ต้องไปร่วมรบในสงครามครูเสด ทำให้กษัตริย์มีอำนาจปกครองดินแดนต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บภาษีจากราษฎรและการเกณฑ์ทัพ กระทั่งสามารถพัฒนารัฐชาติได้ในเวลาต่อมา
ด้านเศรษฐกิจ สงครามครูเสดส่งผลกระทบที่สำคัญทางเศรษฐกิจ คือ
ประการแรก หลังสงครามครูเสดยุติลงแล้ว พ่อค้ายุโรปโดยเฉพาะในแหลมอิตาลีประสบปัญหาการเดินเรือในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะเมืองท่าบางแห่งอยู่ใต้อำนาจของพวกมุสลิมซึ่งมีคติต่อชาวยุโรป นอกจากนี้พ่อค้ายุโรปยังประสบปัญหาการขยายการค้ากับดินแดนตะวันออกตามเส้นทางบกซึ่งต้องผ่านดินแดนของพวกมุสลิม ดังนั้นชาวยุโรปจึงต้องพัฒนาเส้นทางทะเล โดยเฉพาะการเดินเรืออ้อมแอฟริกาไปยังเอเชียที่ประสบความสำเร็จในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในเวลาต่อมา
ประการที่สอง การติดต่อกับตะวันออกกลางในช่วงสงครามครูเสดทำให้ชาวยุโรปรู้จักบริโภคสินค้าและผลิตภัณฑ์จากตะวันออกกลาง เช่น ข้าว น้ำตาล มะนาว ผลแอปริคอต และผ้าป่านมัสลิน ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ยุโรปนำเข้าเป็นประจำ
ด้านสังคม สงครามครูเสดทำให้เกิดผลกระทบทางสังคม คือ
ประการแรก สงครามครูเสดได้เปิดโลกทัศน์ของชาวยุโรปเกี่ยวกับ “โลกตะวันออก” โดยเฉพาะคาวมก้าวหน้าและเทคโนโลยีของชาวตะวันออก เช่น การใช้ดินปืนในการทำสงคราม ต่อมาชาวยุโรปได้นำความรู้นี้ไปพัฒนาเป็นอาวุธปืนและสามารถทำสงครามชนะชาวเอเชีย ทำให้ยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจของโลก
ประการที่สอง นักรบครูเสดมาจากดินแดนต่างๆ ในสังคมของระบบฟิวดัลที่ไม่มีโอกาสรู้จักโลกภายนอกมากนัก เมื่อได้พบปะเพื่อนนักรบอื่นๆ จึงได้แลกเปลี่ยนทัศนคติและองค์ความรู้ต่อกัน ทำให้เกิดการหล่อหลอมทางด้านวัฒนธรรมและความคิดของชาวยุโรป โดยเฉพาะในการแสดงออกทางความคิดการวิพากษ์วิจารณ์ และการเปิดรับแนวคิดใหม่ ซึ่งรากฐานของขบวนการมนุษย์นิยมที่เติบโตในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุดมการณ์เสรีนิยมของยุโรปสมัยใหม่
Teuton22ประการที่สาม สงครามครูเสดเปิดโอกาสให้สตรีได้พัฒนาสถานะของผู้นำในสังคมและชุมชน เนื่องจากสามีต้องไปรบในสงคราม ภรรยาจึงต้องบริหารจัดการและดูแลทรัพย์สินรวมทั้งข้าทาสบริวารและผลประโยชน์ต่างๆ ส่งผลให้สังคมยอมรับศักยภาพและความสามารถของสตรีซึ่งเป็นพลังสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคม

4000 ปีก่อนคริสต์ศักราช – คริสต์ศตวรรษที่ 5


4000 ปีก่อนคริสต์ศักราช – คริสต์ศตวรรษที่ 5


อารยธรรมเมโสโปเตเมีย       
ดินแดนตั้งอยู่บริเวณระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส นักบวชมีอำนาจในการปกครอง ชนชาติสำคัญ คือ สุเมเรียน ประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม คิดค้นประมวลกฎหมายฮัมมูราบี สร้างอาวุธที่แข็งแกร่ง และเชี่ยวชาญการเดินเรือ
gilngaman
มหากาพย์กิลกาเมซ เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย จารึกลงบนแผ่นดินเหนียว 12 แท่ง เกี่ยวกับกษัตริย์กิลกาเมซ ผู้กำลังท้อใจและเสาะหาความเป็นอมตะ รวมถึงตำนานน้ำท่วมโลก
อารยธรรมอียิปต์        44
ดินแดนตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำไนล์ ปกครองโดยฟาโรห์หลายสมัย ประดิษฐ์อักษรไฮโรกลิฟิก มีพีระมิดเป็นสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ รักษาศพโดยการทำมัมมี่ รุ่งเรืองทางการค้าและวิทยาการรอบด้าน ถูกรุกรานจากพวกเปอร์เซีย และชนชาติแอฟริกา
9
หน้ากากฟาโรห์ หลายพันปีมาแล้วชาวอียิปต์โบราณได้คิดค้นวิธีรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์ พระศพฟาโรห์ถูกทำเป็นมัมมี่ โดยควักเอาอวัยวะภายในออกมาเหลือไว้เพียงหัวใจ เพื่อรอคอยการเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ
อารยธรรมอินเดีย       7
ดินแดนตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำสินธุและแม่น้ำคงคา ชนพื้นเมืองเดิมคือชนชาติดราวิเดียนซึ่งสร้างเมืองโมเฮนโจดาโรและฮารัปปา และชนชาติอารยัน ใช้หลักศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในการปกครอง เน้นการแบ่งชนชั้นตามวรรณะ ก่อนถูกมุสลิมเข้าครอบครองและสูญเสียอำนาจให้อังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18
13
หนุมาน เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในรามายณะวรรณคดีประเภทมหากาพย์ของอินเดีย เป็นลิงเผือกมีสีขาว เมื่อสำแดงฤทธิ์จะมี 4 หน้า 8 มือ คนไทยเรียกมหากาพย์รามายณะว่า “รามเกียรติ์”
อารยธรรมจีน       16
ดินแดนตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหวางเหอและแม่น้ำแยงซี มีราชวงศ์ผลัดเปลี่ยนกันแกครอง คิดค้นประดิษฐ์อักษรจีน กล้องดูดาว เข็มทิศ มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ เช่น กำแพงเมืองจีน นักปรัชญาคนสำคัญคือ ขงจื๊อ
18
ตุ๊กตาทหาร 1 ใน 7400 ชิ้น ภายในสุสานกองทัพดินเผา สร้างขึ้นเพื่อเก็บพระบรมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งมีขนาดเท่าสนามบาสเกตบอล 40 สนามรวมกัน
อารยธรรมกรีก       15
ดินแดนอยู่บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรบอลข่านและทะเลอีเจียน มีนครรัฐสำคัญคือ สปาร์ตา ปกครองแบบทหารนิยม และเอเธนส์ ซึ่งเป็นต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย สถาปัตยกรรมสำคัญคือ วิหารพาร์เทนอน เป็นแหล่งกำเนิดนักปรัชญาสำคัญของโลก ต่อมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน
10
อะเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรมาซิโดเนีย สมัยกรีกที่ขยายจักรวรรดิได้ถึงครึ่งโลก พระองค์ยึดครองอียิปต์และเป็นฟาโรห์องค์แรกของอียิปต์ที่ไม่ใช่ชาวอียิปต์
อารยธรรมโรมัน       19
ดินแดนตั้งอยู่บริเวณแหลมอิตาลี มีกองทัพเข้มแข็ง ครอบครองดินแดนกรีกและเอเชียไมเนอร์ มีการปกครองภายใต้กฎหมายสิงสอบโต๊ะ ใช้ภาษาละตินเป็นรากภาษายุโรปในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมมีเอกลักษณ์ทรงโค้งและหลังคาโดม เช่น โคลอสเซียม ถูกรุกรานจากเผ่าเยอรมันและฮัน
20
จูเลียส ซีซาร์ แม่ทัพผู้ห้าวหาญสถาปนาตนเองขึ้นปกครองกรุงโรม จูเลียสช่วยให้คลีโอพัตราราชินีแห่งอียิปต์ได้ขึ้นครองราชย์แม้จูเลียสจะทารุณ โหดร้ายแต่เขาเป็นแม่ทัพที่เหล่าทหารจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง

อารยธรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอารยธรรมของโลก

อารยธรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอารยธรรมของโลก

ความหมายของอารยธรรม (Civilization)
อารยธรรม ได้แก่ วัฒนธรรมขั้นสูง หรือความเจริญด้านวัฒนธรรมในลักษณะของสังคมเมือง คำว่า Civilization มีรากศัพท์มาจากคำว่า Civitas ในภาษาละติน มีความหมายว่า “เมืองใหญ่” หรือ “นคร” ดังนั้น สังคมที่มาอารยธรรมจึงหมายถึงสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้าแบบสังคมเมือง เป็นความเจริญรุ่งเรืิองที่มีการประสานความร่วมมือระหว่างสมาชิกในสังคม สังคมเมืองมีโครงสร้างของสังคมที่เป็นระบบ และมีสมาชิกที่มีความสามารถและความชำนาญพิเศษในการคิดประดิษฐ์ ตลอดจนสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมอยู่เสมอ
อารยธรรมไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้โดยอัตโนมัติ หากแต่เป็นพัฒนาการความเจริญที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมต่างๆ อารยธรรมสำคัญของมนุษย์ เช่น การประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อใช้บันทึกเหตุการ์ณและสื่อสารความรู้สึกนึกคิดจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคม ถ้าหากมนุษย์ในสังคมนั้นปราศจากภาษาที่ใช้สื่อสารกันภายในกลุ่มของตน เช่นเดียวกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการแพทย์แผนปัจจุบันที่สามรถเอาชนะโรคร้ายต่างๆ และชะลอความตายของมนุษย์ด้วยวิธีการปลูกถ่ายอวัยวะ ก็เป็นพัฒนาการของการบำบัดรักษาโรคของแพทย์แผนโบราณซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตในทุกสังคม อนึ่ง รถไฟที่สามารถบรรทุกคนและสิ่งของได้เป็นจำนวนมาก ก็เป็นวิวัฒนาการของระบบขนส่งมวลชนที่มีรากฐานมาจากระบบขนส่งดั้งเดิมที่ใช้เกวียนหรือรถม้านั่นเอง
อารยธรรมของแต่ละกลุ่มชนอาจพัฒนาจากวัฒนธรรมที่มีอยู่ภายในสังคมของตนได้โดยอิสระ หรือเกิดจากการยืมและดัดแปลงอารยธรรมของสังคมอื่น เช่น ชาวสุเมเรียน ซึ่งเป็นชนชาติที่มีความเจริญรุ่นแรกในเมโสโปเตเมีย สามารถพัฒนาวัฒนธรรมขั้นสูงขึ้นภายในสังคมของตนเองได้ พวกเขาคิดประดิษฐ์ระบบชั่ง ตวง วัด การทำปฏิทิน ฯลฯ ซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตก ส่วนอารยธรรมไทยด้านปรัชญา ศาสนา กฎหมายและการปกครองนั้นเป็นพัฒนาการที่มีรากฐานมาจากอารยธรรมอินเดีย อนึ่ง ตัวอักษรในภาษาญี่ปุ่นก็เป็นการผสมผสานระหว่างอารยธรรมจีนและอารยธรรมของญี่ปุ่นเอง เนื่องจากตัวอักษรญี่ปุ่นประกอบด้วยตัวอักษรจีนที่ญี่ปุ่นรับเอาไปใช้และตัวอักษรที่ชาวญี่ปุ่นคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองภายหลัง
index
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอารยธรรม
อารยธรรมซึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของโลกอาจมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
1.สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ประกอบด้วยที่ตั้ง ภูมิอากาศ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์ในดินแดนต่างๆ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญได้แก่ ลักษณะที่ตั้ง สภาพภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ
ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ จะมีโอกาสใช้ทรัพยากรน้ำในการบริโภค เพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ จึงดึงดูดผู้คนจากแหล่งต่างๆ ให้เข้ามาพำนักอาศัย และสามารถขยายตัวเป็นสังคมเมืองได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ชุมชนที่อยู่ริมน้ำยังสามารถใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม เพื่อติดต่อกับโลกภายนอก และเพื่อค้าขายหรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทำให้เกิดการพัฒนาความเจริญในด้านต่างๆ เช่น ระบบการค้า การปกครอง กฎหมาย การก่อสร้าง วรรณกรรม ฯลฯ จะเห็นได้ว่าแหล่งอารยธรรมแรกเริ่มของโลก 4 แห่งล้วนเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำทั้งสิ้น ได้แก่ อารยธรรมเมโสโปเตเมียซึ่งอยู่ระหว่างลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส อารยธรรมอียิปต์ในลุ่มแม่น้ำไนล์ อารยธรรมจีนในลุ่มแม่น้ำหวงเหอ และอารยธรรมอินเดียซึ่งถือกำเนิดในลุ่มแม่น้ำสินธุ นอกจากนี้แล้ว ดินแดนที่ตั้งอยู่ในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลอาหรับ อ่าวเปอร์เซีย ทะเลจีนใต้ ฯลฯ ก็สามารถพัฒนาเป็นเมืองท่าติดต่อกับโลกภายนอกได้ตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้มีโอกาสรับและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากดินแดนอื่นที่เจริญรุ่งเรือง และนำความเจริญนั้นๆ มาพัฒนาบ้านเมืองของตนให้เจริญก้าวหน้า
อนึ่ง ลักษณะทางภูมิอากาศที่เหมาะสม ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป ก็ส่งเสริมให้มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น เช่นเดียวกับพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะดึงดูดให้มีการตั้งถิ่นฐาน กระทั่งชุมชนนั้นขยายตัวเป็นเมือง
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน ตั้งแต่อดีตมนุษย์อาศัยทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตและประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พื้นที่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์จึงดึงดูดให้มีการตั้งถิ่นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ และแร่ธาตุ
2

2.ความก้าวหน้าในการคิดค้นเทคโนโลยี
การขยายชุมชนเป็นสังคมใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาในการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอสำหรับสมาชิกในชุมชนนั้นๆ ดังนั้นผู้นำของสังคมนั้นๆ จึงจำเป็นต้องประดิษฐ์และค้นหาวิธีการต่างๆ เช่น การคิดค้นระบบชลประทานเพื่อทดน้ำเข้าไปในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก หรือการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ตลอดจนการสร้างประตูระบายน้ำและทำนบกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก เทคโนโลยีเหล่านี้นับว่าเป็นความเจริญขั้นสูงที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักรสมัยโบราณ เช่น อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และจีน
นอกจากนี้แล้ว เครื่องทุ่นแรงและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มนุษย์ในดินแดนต่างๆ คิดประดิษฐ์ขึ้นมาก็เป็นรากฐานของอารยธรรมด้วย เป็นต้นว่า ความสามารถในการคำนวณและการประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงทำให้เกิดสถาปัตยกรรมสำคัญของโลก เช่น พีระมิดในอียิปต์ กำแพงเมืองจีน และปราสาทหินนครวัดของพวกเขมรโบราณในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
302
3.ความคิดในการจัดระเบียบสังคม
การอยู่ร่วมกันในสังคมขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีการสร้างกฎเกณฑ์ และระเบียบต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ไม่เบียดเบียน หรือข่มเหงรังแกซึ่งกันและกัน แต่ละสังคมจึงมีการจัดโครงสร้างการปกครอง มีผู้ปกครองซึ่งมีสถานะที่แตกต่างกันตามลักษณะและขนาดของสังคมนั้นๆ เช่น แคว้น รัฐ หรืออาณาจักร และมีผู้อยู่ใต้การปกครอง ซึ่งอาจจำแนกตามอาชีพและฐานะ เช่น พระ ข้าราชการ พ่อค้า แพทย์ กรรมกร ชาวนาน และทาส โดยมีการตรากฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครอง นอกจากนี้ การยอมรับสถานะที่สูงส่งของผู้ปกครอง เช่น ชาวอียิปต์เชื่อว่ากษัตริย์หรือฟาโรห์ของตนเป็นเทพเจ้า และชาวจีนเชื่อว่าจักรพรรดิของตนเป็นโอรสแห่งสวรรค์ก็ทำให้ผู้นำประเทศมีอำนาจจัดการปกครองให้ประชาชนอยู่ร่วมกันภายใต้กฎระเบียบอย่างสันติสุขได้
อนึ่ง เพื่อให้ดินแดนหรือแว่นแคว้นของตนจริญก้าวหน้า ผู้ปกครองดินแดนนั้นยังได้สร้างระบบเศรษฐกิจให้มั่นคง เช่น พวกสุเมเรียนในเมโสโปเตเมียได้คิดค้น จัดเก็ยภาษี รวมทั้งมาตราชั่ง ตวง วัด เพื่อให้การแลกเปลี่ยนสินค้าในอาณาจักรของตนดำเนินไปได้โดยราบรื่น มาตราชั่ง ตวง วัด เป็นเครื่องมือสำคัญของระบบการค้า ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้ผู้คนในดินแดนต่างๆ ได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติอื่นๆ จนกระทั่งสามารถนำไปพัฒนาให้เกิดอารยธรรมขึ้นได้ในเวลาต่อมา
ความเจริญรุ่งเรืองที่กลายเป็นวัฒนธรรมขั้นสูงหรืออารยธรรมนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยความสามารถของมนุษย์ที่คิดค้นระบบและกลไลในการเอาชนะธรรมชาติ หรือใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ดินแดนที่มีอารยธรรมรุ่งงเรืองจึงเจริญก้าวหน้า สามารถขยายอาณาเขตและอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง กลายเป็นอาณาจักรหรือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ เช่น อาณาจักรอียิปต์ อาณาจักรเมโสโปเตเมีย จักรวรรดิจีน จัักรวรรดิอินเดียในสมัยราชวงศ์โมกุล จักรวรรดิโรมัน อาณาจักรขอม จักรวรรดิอังกฤษ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองของดินแดนต่างๆ นั้น บางส่วนได้สาบสูญไป เช่น ตำราและวิชาการบางอย่าง ส่วนที่ยังคงดำรงอยู่ก็เป็นมรดกสืบทอดต่อมาทั้งในดินแดนของตนหรือในดินแดนอื่นๆ ที่นำไปถ่ายทอด ทำให้ความเจริญเหล่านั้นสามารถดำรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น กฎหมาย ศาสนา ภาษา ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี ฯลฯ ดังนั้นการศึกษาเรื่องราวของอารยธรรมมนุษย์ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก จึงเป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงความเจริญของมนุษยชาติที่มีมาตั้งแต่อดีต และกลายเป็นรากฐานความเจริญของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน เป็นการศึกษาเพื่อให้รู้จักและยอมรับผู้อื่นในขณะเดียวกันยังเป็นการศึกษาเพื่อให้รู้จักตัวตนของเราเองอีกด้วย
25

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotemia)

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotemia)

2 สายในภาคตะวันออกกลางคือ
เมโสโปเตเมียและบริเวณรอบ ๆ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อประมาณปี3000 ก่อนคริสต์ศักราชสืบค้น 5,000 ปีมาแล้ว ได้แก่ พวกสุเมเรียนบาบิโลเนียนแอลซีเรียนแคลเดียนฮิตไทต์ฟินีเชียนเปอร์เซียและฮิบรู กับคิดค้นความเจริญใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย และเป็นแบบอย่างที่ดินแดนอื่น ๆ นำไปใช้สืบต่อมา36
1.ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
สภาพภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาของกลุ่มชน เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
สภาพภูมิศาสตร์ของดินแดนเมโสโปเตเมีย
อย่างไรก็ตาม เลบานอนปาเลสไตน์และอิสรเอลในปัจจุบัน กลายเป็นปุ๋ยในการเพาะปลูก เช่นอาวุธรถม้าศึก ฯลฯ
อนึ่ง
ภูมิปัญญาของกลุ่มชน
อารย ความอยู่รอด
 แต่ก็มีน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วยทำนบป้องกันน้ำท่วมคลองส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำวิธีนี้ช่วยให้การเพาะปลูกได้ผลดีอนึ่ง เช่นหินชนิดต่างๆ และใช้อิฐก่อสร้างสถานที่ต่างๆรวมทั้งกำแพงเมือง
ได้แก่ เช่น
เช่น รวมทั้งยุทธวิธีในการทำสงครามเช่นดาบเหล็กหอกยาวธนู รถศึกเสื้อเกราะโล่หมวกเหล็ก ฯลฯ
2.การหล่อหลอมอารยธรรมของชนชาติต่างๆในเมโสโปเตเมีย
อารยธรรม โดยเฉพาะดังเช่นอารยธรรมอื่นหาก แต่มีชนชาติต่างๆ
สุเมเรียน (Sumer) 5000 ปีมาแล้ว เช่น การคำนวณการพัฒนามาตราชั่งตวงวัดการทำปฏิทินการใช้แร่โลหะ ฯลฯ
55
หลายแห่งเช่นเมืองเออร์ (Ur) เมืองอูรุก (Uruk) เมืองคิช (Kish) และเมืองนิปเปอร์ (Nippur) อย่างไรก็ตามการที่นครรัฐต่างๆ คือพวกแอคคัดและอมอไรต์52
อมอไรท์ (Amorties)พวกอมอไรท์หรือบาบิโลเนียน รุ่งเรืองในช่วงประมาณปี 1800-1600 ก่อนคริสต์ศักราช ของพวกสุเมเรียนไว้เช่น เช่น
จักรวรรดิบาบิโลนค่อยๆเสื่อมอำนาจลง เมื่อมีชนชาติอื่นขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนเมโสโปเตเมียและสลายลงไปโดยถูกพวกแอลซีเรียนโจมตี
ฮิตไทต์ 2300 ก่อนคริสต์ศักราช เช่น 1200 ก่อนคริสต์ศักราช
จึงเป็นที่คร้ามเกรงของชนชาติอื่น ซีเรีย 900-612 ก่อนคริสต์ศักราชอนึ่ง ทัพและติดต่อสื่อสารอย่างไรก็ตาม มากนัก เช่นความเชื่อทางศาสนาศิลปกรรมและวรรณกรรม
ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิแอสซีเรียนเกิดจากการรุกรานดินแดนของชนชาติอื่น ดังนั้นจึงมีศัตรูมากและถูกศัตรูทำลายในที่สุด
แคลเดียน 612 ก่อนคริสต์ศักราช ในอดีตเช่น "สวนลอยแห่งบาบิโลน" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก "จักวรรดิบาบิโลนใหม่" อย่างไรก็ตาม
และสิ้นสลายเมื่อ 534 ปีก่อนคริสต์ศักราช223
สวนลอยบาบิโลนปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก
50
เปอร์เซีย เมื่อราว 1,800 ปัจจุบัน จักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสต์ซักราช ดินแดนเมโสโปเตเมียเอเชียไมเนอร์และอียิปต์ (ดาไรอัสมหาราช)
จำนวนมาก ซึ่ง ได้แก่ การสร้างถนนเชื่อมดินแดนต่างๆเพื่อรองรับการเดินทัพการสื่อสารและไปรษณีย์ถนนสายสำคัญ ได้แก่ เส้นทางหลวงเชื่อมเมืองซาร์ดิส (ซาดิส) ในเอเชยไมเนอร์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) และนครซูซา (ซูซา) ภายในจักรวรรดิ
โดยเฉพาะจากอียิปต์และเมโสโปเตเมียแล้วหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมของตนเช่นการประดิษฐ์ตัวอักษรการใช้ระบบเงินตราการประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม คือมีศาสนาของตนเอง ได้แก่ ศาสนาโซโรแอสเตอร์ (Zoroaster) (ยูดาย) ของชาวยิว
จักรวรรดิปอร์เซียล่มสลาย 331 ก่อนคริสต์ศักราช
ฟีนิเชียน (Phoenicians) ระหว่างปี 1000-700 ปีก่อนคริสต์ศักราช และมีการปกครองแบบนครรัฐ
นอกจากมีชื่อเสียงในด้านการค้าแล้ว เช่นทองคำทองแดงทองเหลืองแร่เงินและเครื่องแก้ว เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าของตนเช่นเกาะซิซีลีซาร์ดิเนียและมอลตาอนึ่ง 22 ตัว54
ฮิบรู (ฮีบรู)ชาวฮิบรูหรือชาวยิว (แนน) หรือปาเลสไตน์ (ปาเลสไตน์) ในปัจจุบัน (พันธสัญญาเดิม)บันทึกชาวฮิบรูกล่าวว่า เมื่ออียิปต์เสื่อมอำนาจ (โมเสส) ในที่สุดมาถึงดินแดนคานาอันหรือภายหลังเรียกว่า "ปาเลสไตน์" และสร้างอาณาจักรอิสราเอลมีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่คือกษัตริย์เดวิด (เดวิด) ต่อมาอาณาจักรอิสราเอลได้แตกแยกเป็น 2 ส่วนหลักจากกษัตริย์โซโลมอนสิ้นพระชนม์เมื่อปี 922 ก่อนคริสต์ศักราช อย่างไรก็ตาม 1
ชาวยิวมีกฎหมายวรรณกรรมและศานาของตนเองประมวลกฎหมายเรียกว่า "กฎหมายโมเสส" วรรณกรรมที่สำคัญคือคัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์เก่า (พันธสัญญาเดิม) ในคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ด้วย220px-Rembrandt_Harmensz._van_Rijn_079
ความเจริญรุ่งเรืองที่ชนชาติต่างๆในดินแดนเมโสโปเตเมียคิดค้นหล่อหลอมและสืบทอดต่อกันมา